Giggutz’s Weblog

welcome to my wor(l)d

เด็กโต๋ December 9, 2005

Filed under: GiggUtZ — giggutz @ 10:20 am

เด็กโต๋ พื้นที่ไม่โต สารคดีของ(นางสาว)ไทย

โดย แกมกาญจน์ ศรีประสาน ได้รับการตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ : จุดประกาย วันศุกร์ที่ 9 ธันวาคม 2548

ภาพผู้คนคราคร่ำหน้าโรงภาพยนตร์ลิโด 2 ในสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา อาจสร้างความประหลาดใจแก่ผู้คนที่ผ่านไปมาได้ แต่สำหรับหลายคนที่มีตั๋วภาพยนตร์เรื่อง เด็กโต๋ รอบชมฟรีอยู่ในมือ คงไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดแต่อย่างใด

เด็กโต๋ สารคดีเรื่องแรกจากสองผู้กำกับหญิง นิสา คงศรี และ อารียา ชุมสาย สาวคนแรกนั้นคลุกคลีอยู่ในวงการโฆษณามาก่อน ส่วนคนหลังนั้นคงไม่ต้องบอก เพราะดีกรีนางสาวไทยนั้น ชื่อ น้องป๊อป ไม่ว่าลูกเด็กเล็กแดงที่ไหนก็รู้จัก คุ้นหน้าคุ้นตากันดี

แน่นอนว่า จากการโปรโมทเด็กโต๋นั้น ได้ประโยชน์จากชื่อเสียงของน้องป๊อปมิใช่น้อย หลายๆ คนสนใจชมสารคดีเรื่องนี้ก็ด้วยชื่อ อารียา แต่หลังจากนาทีแรกที่ เด็กโต๋ วาดลวดลายนั้น ก็เป็นอีกเรื่องแล้ว

เด็กโต๋ เป็นสารคดี ว่าด้วย ชีวิตของเด็กๆ ชาวเขา ชนเผ่าต่างๆ มาใช้ชีวิตกินนอนในโรงเรียนแม่โต๋ อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ นอกจากนี้ หนังเรื่องนี้ยังนำเสนอประเด็นเล็กๆ ที่หลายคนอาจเคยได้ยิน ว่าด้วย เด็กๆ ชาวเขาอยากไปทะเล หนังเรื่องนี้เปิดพื้นที่ใหม่ๆ มากมาย ไม่ว่าจะนำเสนอประเด็นเรื่องโอกาสของเด็กๆชาวเขา บุคลากรและการศึกษา รวมถึงความเป็นธรรมชาติของหนังเอง

อันดับแรก ต้องปรบมือชื่นชมสองผู้กำกับหญิง ที่ใจสู้ หลังจากได้ฟังและรับรู้เรื่องราว ในความพยายามที่จะสร้างหนังเรื่องนี้ขึ้นมา ระยะเวลาที่ทั้งสองได้ทุ่มเท ได้พิสูจน์ในระดับหนึ่งแล้วว่า หนังเรื่องนี้น่าสนใจ และทำด้วยใจเด็ดๆ ของผู้หญิงเก่งสองคนนี้ นอกจากนี้ การพยายามที่จะหาโอกาสให้หนังได้ฉายในโรงนั้น เท่าที่ฟังจากปากทั้งสองท่านหลังชมภาพยนตร์จบนั้น ลำบากมิใช่น้อยค่ะ

อันดับต่อมาในแง่ สารคดี อย่างที่เรารู้ๆ กันอยู่ การรับรู้และเข้าใจใน สารคดี ในบ้านเมืองเรานั้น ยังเป็นแค่พื้นที่แคบๆ เล็กๆ จากการประชาสัมพันธ์ ไม่ว่าผู้ชมจะเลือกชมภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วยเหตุผลใด นางสาวไทย รอบชมฟรี หรือชื่อที่สะดุดหู แต่อย่างน้อยที่สุด หลายๆ คนที่ไม่คุ้นเคยกับคำว่า สารคดี ได้มีโอกาสชมสารคดีไทยๆ เรื่องนี้ แน่นอนว่าเป็นนิมิตหมายอันดีไม่น้อย

ในส่วนของเด็กโต๋นั้น มีหลายๆ ฉากที่สร้างความประทับใจให้แก่ผู้ชม เห็นได้ว่าการตัดต่อและการลำดับเรื่องราวของผู้กำกับนั้น มีส่วนช่วยให้เกิดอารมณ์ประทับใจ จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ส่วนตัวแล้ว ในฉากที่คุณครูท่านหนึ่งจำต้องอำลาจากโรงเรียนบ้านแม่โต๋นั้น สะท้อนความจริงหลายๆ อย่าง มันจริงซะจนใครหลายคนกั้นน้ำตาไว้ไม่ไหว

ถึงแม้ภาพที่ผู้กำกับพยายามบอกเล่าผ่านสื่อมากมายนั้นคือ ชีวิตของเด็กๆ ในโรงเรียน แต่ส่วนตัวกลับพบว่า ในส่วนที่สร้างอารมณ์และขับเคลื่อนเรื่องราวนั้น คือแม่พิมพ์ของชาติหลายๆ คนในหนังเรื่องนี้ ไม่ว่าจะคุณครูใหญ่ หรือ ผอ. ที่ต้องเผชิญกับโรคร้าย ฝ่าฝัน และมุ่งมั่นเพื่อพัฒนาโรงเรียน คุณครูผู้หญิงที่ศรัทธาของเธอนั้นเด่นชัด ผ่านคำพูดมากมายจากปากของเธอ ถึงแม้ว่าผู้กำกับจะไม่ได้เน้นหรือพยายามสร้างอารมณ์ร่วมมากมาย แต่เห็นได้ชัดและนี่ก็คือข้อดีของสารคดี เมื่อเราพบว่า ความจริงนั้น บางครั้งมีพลังและน่าประทับใจยิ่งกว่าเรื่องแต่งหรือสคริปท์ใดๆ

เราได้เห็นสภาพความเป็นอยู่จริงๆ ของเด็กชาวเขา ที่อยากมีโอกาสเรียนหนังสือ เห็นความทุ่มเทของพ่อพิมพ์และแม่พิมพ์ของชาติหลายๆ คน เราได้เห็นสภาพการที่ต้องดิ้นรนของเด็กในยามที่ต้องการเงิน 100 บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปทะเล แน่นอนว่าถึงแม้ฉากที่เด็กๆ ช่วยกันทำงานปลูกต้นกระเทียมนั้น สร้างรอยยิ้มเล็กๆ ที่มุมปากของเรา แต่ขณะเดียวกันก็สะกิดใจพวกเราถึงสภาพความเป็นจริง การดิ้นรนในอีกมุมหนึ่งของผู้ด้อยโอกาส

ข้อด้อยของสารคดีเรื่องนี้ก็คือแก่นของเรื่องนั้นดูจะไม่ชัดเจนและโดดเด้งเท่าที่ควร อย่างที่กล่าวข้างต้น นอกจากบุคคลที่ขับเคลื่อนเรื่องราวนั้น จะไม่ใช่เหล่าเด็กๆ แล้ว แก่นของเรื่องยังแอบแกว่งเล็กน้อย เรื่องราวของเด็กที่จะได้ไปทะเลเมื่อจบมัธยมปีที่สามนั้น ดูยากที่จะเข้าใจอย่างร้อยเปอร์เซ็นต์ว่า เป็นความฝันของเด็กๆ แต่อีกมุมหนึ่ง เรากลับเห็นความฝันของเหล่าบุคลากรในโรงเรียนต่างหากที่พยายามผลักดันกิจกรรมดีๆ เช่นนี้

การพัฒนาและทุ่มเทของคุณครูหลายๆ คนในโรงเรียนนี้ กลับเป็นแก่นแท้ๆ ที่สนับสนุนให้เกิดเรื่องราวมากมาย หากแต่ดูเหมือนผู้กำกับจะพยายามมากจนเกินไปที่จะชักจูงเรื่องราวทั้งหมดกลับมาที่เด็ก

อย่างไรก็ดี ในส่วนจบของหนังต่างหากที่ทำได้น่าสนใจและเป็นธรรมชาติ ภาพเด็กๆ ที่ริมทะเลนั้นเป็นภาพสรุปที่สร้างความประทับใจ และตราตรึงในใจผู้ชมเป็นแน่แท้ ผู้กำกับได้ถ่ายทอดอารมณ์และช่วงเวลาของเด็ก ที่ช่างบริสุทธิ์และเดียงสา ความสุขของเด็กๆ ในการได้มาสัมผัสทะเลครั้งแรกในชีวิตนั้น ไม่ได้ถูกปรุงแต่งให้ดูยิ่งใหญ่จนเกินไป หากแต่ในภาพแห่งความใสนั้น เราเห็นความประทับใจสื่อผ่านจากการเล่นน้ำ การก่อประสาททราย หรือแม้แต่การวิ่งเล่นส่งเสียงอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อยของเด็กๆ จังหวะของภาพในช่วงนี้นั้น สร้างความประทับใจและน่าจะทำให้ เด็กโต๋ ได้รับการจดจำได้ไม่ยาก

โดยรวมแล้ว เด็กโต๋ เป็นภาพยนตร์สารคดีที่น่าประทับใจ และน่าสนใจไม่น้อย หากผู้กำกับทั้งสองท่านยังไม่ช้ำใจเกินไปกับการมีโรงฉายและวันเวลาเพียงน้อยนิด ยังหวังและอยากเห็นสารคดีเรื่องต่อไป ที่ชัดเจนในสารและเป็นดังคลื่นลูกต่อไป ที่จะแผ้วถางที่ทางของสารคดีให้ขยายขนาดต่อไป

…ขอพื้นที่เล็กๆ สักโรงสองโรง(หนัง) ให้เด็กโต๋ ได้โตเถอะค่ะ